Google

Wednesday, October 21, 2009

League of Nations : Mandates System

สันนิบาตชาติ :ระบบอาณัติ

ข้อตกลงที่กำหนดให้ดินแดนอาณานิคมของมหาอำนาจกลางที่แพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กล่าวคือ เยอรมนีและตุรกีไปอยู่ในความดูแลและปกครองของชาติพันธมิตร มหาอำนาจที่ดูแลดินแดนในอาณัติแต่ละชาติให้รับผิดชอบต่อสันนิบาตชาติในการบริหารดินแดนในอาณัติของสันนิบาตชาติ ดินแดนในอาณัติเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับของการพัฒนาดังนี้ คือ ดินแดนในอาณัติชั้น ก. (คือ ดินแดนอาหรับที่เคยอยู่ในเครือจักรภพของตุรกี) จัดเป็นดินแดนที่พร้อมจะได้เอกราชและปกครองตนเองได้หลังจากที่ได้อยู่ในความปกครองในช่วงเวลาสั้นๆ ดินแดนในอาณัติชั้น ข.( คือ ดินแดนแอฟริกาตะวันออกและตะวันตกของเยอรมนี) เป็นดินแดนที่ยังมิได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้เอกราชเร็ววันแต่ทว่าจะถูกปกครองเป็นอาณานิคมอยู่ต่อไปก่อนแต่ก็จะให้หลักประกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่าง ดินแดนในอาณัติขั้น ค.( คือ แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกของเยอรมนี) ดินแดนชั้นนี้จะถูกปกครองโดยให้เป็น”ส่วนภายในของดินแดนของ(มหาอำนาจที่ทำหน้าที่ดูแลดินแดนอาณัติ)” โดยที่มิได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้เอกราช กับได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการดินแดนอาณัติถาวรคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนจำนวน 10 คน โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับของกติกาสันนิบาตชาติเพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารดินแดนอาณัติและเสนอรายงานผลการทำงานของตนต่อคณะมนตรีสันนิบาตชาติ

ความสำคัญ ระบบอาณัติที่ได้รับการยอมรับในที่ประชุมสันติภาพที่พระราชวังแวร์ซายส์ให้เป็นทางเลือกแทนการผนวกดินแดนโดยรัฐที่เป็นผู้ชนะนี้ เป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ประชาคมระหว่างประเทศมีความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของคนที่อยู่ในบังคับของรัฐอื่น ดังจะเห็นได้ว่ารัฐที่เป็นดินแดนในอาณัติหลายรัฐ กล่าวคือ อิรัก ซีเรีย และเลบานอน ได้รับเอกราช ส่วนรัฐในดินแดนในรัฐอาณัติอื่นๆทั้งหมดยกเว้นแต่เพียงแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้นได้ถูกนำไปเข้าอยู่กับระบบภาวะทรัสตีของสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 1946 ดินแดนในภาวะทรัสตีเหล่านี้ทุกรัฐต่างก็ได้เป็นรัฐเอกราชทั้งหมดเว้นเสียแต่ดินแดนภาวะทรัสตีของหมู่เกาะแปซิฟิก(ดินแดนภาวะทรัสตีที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา) สำหรับแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้นั้นมีสถานะทางกฎหมายที่ยังไม่มีความแน่นอนอยู่ คือ เมื่อปี ค.ศ. 1966 สมัชชาใหญ่ได้ยอมรับมติให้ขยายขอบเขตรับผิดชอบของสมัชชาใหญ่ไปถึงแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้(นามิเบีย) แต่ทางฝ่ายสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ได้ปฏิเสธข้ออ้างระหว่างประเทศนี้ ต่อมาจึงได้ทำการสู้รบกับกระบวนการเรียกร้องเอกราชขององค์การประชาชนแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้(สวาโป)
========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Political Community

ประชาคมทางการเมือง

หน่วยหรือกลุ่มทางสังคมใดๆที่ยึดถือค่านิยมร่วมกัน มีการใช้สถาบันร่วมกันเพื่อการวินิจฉัยสั่งการ และมีการยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยสั่งการที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้น ระดับของบูรณาการภายในประชาคมทางการเมืองแห่งหนึ่งแห่งใดจะมีมากหรือน้อยแค่ไหนก็ให้ดูที่จำนวนของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดำเนินอยู่นั้น กับให้ดูการวินิจฉัยสั่งการว่ามีการรวบอำนาจไว้กับส่วนกลางมากน้อยขนาดไหน และให้ดูว่าในเวลาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างหมู่สมาชิกของประชาคมมีการใช้สันติวิธีแก้ไขมากน้อยขนาดไหน ประชาคมทางการเมืองอาจมีรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ (1) องค์การในระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมความร่วมมือที่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่สมาชิกในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ (2) ระบบสมาพันธ์ซึ่งมีองค์กรส่วนกลางมีอำนาจระดับข้ามชาติ หรือ (3) ประชาคมเดี่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมตัวของหน่วยการเมืองที่แต่เดิมมีอธิปไตย

ความสำคัญ การสร้างประชาคมทางการเมืองต่างๆที่อยู่เหนือระดับประชารัฐ ได้กลายเป็นสิ่งดาษดื่นเป็นปกติวิสัยในระบบรัฐของยุคปัจจุบันไปแล้ว คติการหน้าที่(คติที่ว่าหน้าที่ของแต่ละส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนรวมหรือส่วนทั้งหมด) ได้จัดหาพลังบูรณาการที่สำคัญให้แก่การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ฝ่ายรัฐต่างๆก็มีเหตุผลในทางปฏิบัติว่าจะต้องเข้าร่วมในประชาคมทางการเมืองนี้เพื่อใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองร่วมกัน ทำให้มีกลุ่มในระดับภูมิภาคใหญ่ๆมากกว่า 30 กลุ่มได้รับการจัดตั้งขึ้นมานับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คณะกรรมาธิการยุโรปถือได้ว่าเป็นตัวอย่างขององค์การเหนือชาติที่สามารถทำการวินิจฉัยสั่งการให้มีผลบังคับใช้กับหมู่สมาชิกของตนได้ ส่วนประชาคมเดี่ยวต่างๆก็ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาโดยการรวมรัฐตั้งแต่สองรัฐขึ้นไปให้เข้ามาอยู่ด้วยกัน ดังเช่นกรณีของทันคันยิกาและซันซิบาร์(รวมตัวกันเป็นทันซาเนีย)
=====================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Political Community : Atlantic Community

ประชาคมทางการเมือง : ประชาคมแอตแลนติก

แนวความคิดของการมารวมกลุ่มกันในหมู่รัฐต่างๆในแถบยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองร่วมกัน แนวความคิดในเรื่องประชาคมแอตแลนติกซึ่งอิงอาศัยฐานของการมีมรดกทางวัฒนธรรมตะวันตกร่วมกันนี้ ได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้นจากภัยคุกคามของการรุกรานจากยุโรปตะวันออก ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีองค์การในระดับภูมิภาคองค์การใดที่มีรัฐทุกรัฐในประชาคมแอตแลนติกเป็นสมาชิก แต่องค์การความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ(โออีซีดี) และคณะมนตรียุโรปต่างก็มีรัฐต่างๆเกือบจะทั้ง 25 รัฐในภูมิภาคนี้ได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิก ส่วนกลุ่มประชาคมทางการเมืองอื่นๆที่มาช่วยสร้างบูรณาการในนโยบายของรัฐต่างๆในภูมิภาคนี้ ได้แก่ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต) ประชาคมยุโรป(อีซี) และสมาคมการค้าเสรียุโรป(เอฟตา)

ความสำคัญ การพัฒนาแนวความคิดประชาคมแอตแลนติกเกิดขึ้นมานี้ ได้ช่วยให้เกิดการสมานไมตรีระหว่างรัฐอดีตศัตรูกันในสงครามโลกครั้งที่สอง และช่วยสร้างเอกภาพของนโยบายขึ้นมาโดยการปรึกษาหารือกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ในทศวรรษปี 1960 และทศวรรษปี 1970 ฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากนาโต สหรัฐอเมริกาก็มัววุ่นอยู่กับสงครามเวียดนาม ส่วนการคุกคามจากยุโรปตะวันออกก็ได้ลดลง ทั้งสามเหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการคลายเกลียวสัมพันธ์ที่กระชับแน่นในประชาคมแอตแลนติก นอกจากนี้แล้วลัทธิชาตินิยมที่ปะทุขึ้นมาในประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตกก็มีส่วนทำให้ความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายดั้งเดิมของประชาคมแอตแลนติกเหนือที่ต้องการสร้างกรอบของสถาบันเหนือชาติขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยสั่งการทางการเมืองมีอันต้องเชื่องช้าลงไป อย่างไรก็ดี เมื่อถึงช่วงทศวรรษปี 1980 เหตุผลที่จะต้องใช้ประชาคมแอตแลนติกเหนือเป็นตัวประสานประโยชน์เพื่อนำไปสู่กระบวนการสร้างบูรณาการที่ตั้งไว้แต่เดิมก็ได้หวนกลับมาดังเดิม
========================

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์องค์การระหว่างประเทศ


Political Community : Confederation

ประชาคมทางการเมือง:สมาพันธรัฐ

สมาคมของรัฐต่างๆที่แสวงหาหนทางเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งชาติโดยผ่านทางการเมืองและสถาบันทางเศรษฐกิจร่วมกัน สมาพันธรัฐมีข้อแตกต่างจากสหพันธรัฐตรงที่สมาชิกของสมาพันธรัฐจะยังคงมีอธิปไตยอยู่อย่างเต็มที่ ส่วนสหพันธรัฐนั้นอำนาจทางการเมืองจะถูกแบ่งตามรัฐธรรมนูญระหว่างหน่วยส่วนกลางกับหน่วยในระดับภูมิภาค องค์การในระดับโลกต่างๆ เช่น สันนิบาตชาติ และสหประชาชาติ เป็นต้น และองค์การในระดับภูมิภาคต่างๆ เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต) องค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ซีโต) องค์การนานารัฐอเมริกา(โอเอเอส) และ ประชาคมยุโรป(อีซี) ล้วนแต่มีลักษณะเป็นองค์การที่ยึดหลักการของสมาพันธรัฐทั้งนั้น กล่าวคือ การตัดสินใจต่างๆอาจจะกระทำโดยเสียงเอกฉันท์ หรือเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่มีรัฐใดถูกบังคับให้ยอมรับการตัดสินใจของเสียงข้างมาก

ความสำคัญ สมาพันธรัฐมีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างการกระทำของรัฐที่มีเอกราชกับการจัดตั้งระบบสหพันธรัฐ ฝ่ายที่ให้การสนับสนุนให้มีสหพันธรัฐโลกถือว่าสมาพันธรัฐในระดับโลกอย่างเช่นสหประชาชาตินี้จะเป็นวิวัฒนาการก้าวต่อไปสู่บูรณาการทางการเมืองในระดับที่สูงยิ่งขึ้นเหมือนอย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าสมาพันธรัฐนี้จะขาดอำนาจในการบัญญัติและบังคับใช้กฎหมาย แต่อำนาจในการตัดสินใจของสมาพันธรัฐจะมีขอบเขตกว้างขวางมากเมื่อมีฉันทามติเกิดขึ้นในสมาคม
===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Political Community :Functionalism

ประชาคมทางการเมือง : คติการหน้าที่

ทฤษฎีที่เสนอแนะให้สร้างประชาคมโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้โครงสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมที่ขยายตัวไปเรื่อยๆ ยิ่งกว่าที่จะใช้บูรณาการทางการเมืองโดยตรง คติการหน้าที่มีรากฐานมาจากข้อสมมติฐานที่ว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมีแนวโน้มว่าจะมีขอบเขตกว้างขวางออกไปในระดับโลก เพราะฉะนั้นจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างได้ผลนั้นก็จำเป็นต้องผนึกกำลังกระทำร่วมกันระหว่างมวลสมาชิกของระบบรัฐ ลักษณะนิสัยของความร่วมมือกันที่มีผลมาจากการประสบความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคมนั้นอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นบูรณาการทางการเมืองได้

ความสำคัญ คติการหน้าที่ในฐานะที่เป็นทฤษฎีสร้างบูรณาการระหว่างประเทศ ได้ช่วยอธิบายให้เราได้ทราบว่าวิวัฒนาการของฉันทามติระหว่างชาติต่างๆจะสามารถทำให้ชาติต่างๆเหล่านี้เคลื่อนไหวไปสู่ความร่วมมือในระดับสูงยิ่งขึ้นได้ พวกที่ยึดคติการหน้าที่บอกว่า ผลสุดท้ายของกระบวนการนี้ก็อาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลโลกที่อิงอาศัยหลักการที่หน่วยต่างๆทำหน้าที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว เมื่อฐานของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมขยายตัวออกไปแล้ว ก็อาจจะเกิดเป็นผลพลอยได้ คือสิ่งที่จะส่งเสริมให้มีการสร้างประชาคมทางการเมืองขึ้นมาได้ ทฤษฎีคติการหน้าที่นี้พวกนักปราชญ์นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์บูรณาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระบบรัฐในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้อย่างกว้างไกล
===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Political Community : International Organization

ประชาคมทางการเมือง : องค์การระหว่างประเทศ

การตกลงอย่างเป็นทางการที่มีความรับผิดชอบนอกเขตพรมแดนแห่งชาติ โดยจะมีข้อกำหนดให้ทำการจัดตั้งกลไกทางสถาบันเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับความร่วมมือกันระหว่างหมู่สมาชิก ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม หรือด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง องค์การระหว่างประเทศในสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งเริ่มปรากฏขึ้นมาเมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาในระบบรัฐแบบตะวันตก ได้เฟื่องฟูขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทกระฉับกระเฉงอยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ (1) องค์การที่ตกลงจัดตั้งขึ้นมาโดยภาครัฐบาลระหว่าง 2 รัฐขึ้นไป(ไอจีโอ) และ(2) องค์การที่จัดตั้งขึ้นมาโดยภาคเอกชนที่ประกอบด้วยเอกชนหรือคณะเอกชนที่เรียกว่า องค์การที่มิใช่ตัวแทนของภาครัฐบาล(เอ็นจีโอ) องค์การที่จัดตั้งโดยภาครัฐบาล ได้แก่ (1) องค์การทางการเมืองในระดับโลก(สันนิบาตชาติ และสหประชาชาติ) (2) องค์การรวมกลุ่มระดับภูมิภาค (เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต) องค์การนานารัฐอเมริกา(โอเอเอส) สันนิบาตอาหรับ) (3) สหภาพระหว่างประเทศที่จัดตั้งโดยภาครัฐบาล( สหภาพไปรษณีย์สากล และองค์การอนามัยโลก(ดับเบิลยูเอชโอ) ส่วนองค์การระหว่างประเทศของภาคเอกชนนั้น ได้แก่ โรตารีระหว่างประเทศ สมาพันธ์สหภาพการค้าเสรีระหว่างประเทศ และองค์การกาชาดสากล เป็นต้น

ความสำคัญ ในโลกปัจจุบันมีองค์การระหว่างประเทศอยู่หลากหลายชนิดและมีสถาบันระหว่างประเทศที่มีบูรณาการอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นการยากที่จะประเมินได้ว่าสถาบันเช่นนั้นเช่นนี้มีคุณูปการต่อสันติภาพ ต่อความเข้าใจกันระหว่างประเทศ และต่อความมั่งคั่งไพบูลย์ในระดับนั้นระดับนี้ นักวิพากษ์วิจารณ์มีแนวโน้มว่าจะมีทัศนะแยกออกเป็นสองอย่าง คือ กลุ่มหนึ่งนิยมให้ใช้แนวทางยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติและต้องการให้มีความยืดหยุ่นแห่งชาติมากขึ้นในกิจการทางเศรษฐกิจและทางสังคม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็เห็นว่าองค์การระหว่างประเทศไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งสหภาพที่เข้มแข็งกว่าในรูปแบบของข้อตกลงแบบสหพันธ์เดี่ยวหรือหลายสหพันธ์ พวกที่ให้การสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศได้ยืนยันว่า การมีองค์การระหว่างประเทศเป็นวิธีที่จะทำให้รัฐสามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลายอย่างได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นองค์การแบบใดความร่วมมือที่จำเป็นต่อการสร้างผลที่เป็นประโยชน์จะมีมากน้อยขนาดใดนั้นก็จะขึ้นอยู่กับระดับของผลประโยชน์ร่วมระหว่างหมู่สมาชิกเป็นประการสำคัญ
==========================

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์องค์การระหว่างประเทศ


Political Community : Nongovernmental Organization(NGO)

ประชาคมทางการเมือง: องค์การที่มิใช่ภาครัฐบาล(เอ็นจีโอ)

องค์การระหว่างประเทศของภาคเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มเอกชนแห่งชาติต่างๆในกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านมนุษยธรรม และด้านเทคนิค ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ(ข้อ 77) ได้ให้อำนาจแก่คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมสหประชาชาติได้ดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อให้มีการปรึกษาหารือกับองค์การที่มิใช่ภาครัฐบาลต่างๆในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตน องค์การที่มิใช่ภาครัฐบาล(เอ็นจีโอ) นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมาคมข้ามชาติ

ความสำคัญ องค์การที่มิใช่ภาครัฐบาลหรือเอ็นจีโอนี้มีบทบาทอย่างเข้มแข็งในกิจการระหว่างประเทศเป็นเวลานานหลายปีมาแล้ว บางองค์การมีบทบาทมานานมากกว่าหนึ่งศตวรรษ ในโลกปัจจุบันนี้องค์การที่มีบทบาทแข็งขันมีจำนวนนับพันองค์การ และมีมากกว่า 300 องค์การที่ได้ทำการตกลงรับเป็นที่ปรึกษาของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างขององค์การเอ็นจีโอเหล่านี้ ได้แก่ สมาคมผู้บริโภค สมาคมผู้ผลิต กลุ่มทางศาสนา องค์การครู สมาคมผู้ประกอบอาชีพทางกฎหมาย สมาคมผู้ประกอบอาชีพแพทย์ ฯลฯ

===========================

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์องค์การระหว่างประเทศ